วันพฤหัส, 9 ธันวาคม 2564

ตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยน

14 ต.ค. 2021
67

ตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยน

ตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยน

ตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยน

เราต้องมีสติและไตรตรองในการตัดสินใจทำอะไรทุกๆอย่าง ต้องคิดและตัดสินใจอย่างระมัดระวัง

อย่างเช่น ในกรณีของนักเตะหลายๆคน เมื่อตัดสินใจจะย้ายทีม เพราะหากเลือกไปแล้ว จะกลับมาแก้ไขไม่ได้อีก

ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ มีนักฟุตบอลจำนวนมากที่เกิดขึ้นมา บางคนก็รุ่งสุดขีด บางคนก็ไม่ แต่สำหรับพวกนักเตะที่ผลงานยอดเยี่ยมที่เป็นดาวรุ่งก็มักจะมีสโมสรยักษ์ใหญ่พร้อมทุ่มเงินดึงตัวไป

สำหรับช่วงเวลาแบบนี้นักเตะทุกคนต้องพยายามคิดทบทวนให้รอบคอบ เพราะหากพวกเขาตัดสินใจทำอะไรไปโดยอารมณ์ชั่ววูบ หรือแค่หลงใหลกับรายได้มหาศาลที่จะได้รับ

มันอาจจะทำให้ชีวิตของพวกเขาพังลงได้เลย อย่างเช่น นักเตะเหล่านี้ที่เราหยิบยกมา

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ – ลิเวอร์พูล ไป บาร์เซโลน่า

จอมทัพทีมชาติบราซิล ใช้เวลา 5 ปีในถิ่นแอนฟิลด์ก่อนที่จะตัดสินใจเดินตามฝันไปเล่นกับบาร์เซโลน่า ในปี 2018 โดยเขาย้ายไปเล่นในถิ่นคัมป์ นู ด้วยสนนราคา 142 ล้านปอนด์ (ราว 6,248 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตามการย้ายทีมครั้งนี้มีความซับซ้อนอย่างมากเพราะมีทั้งเรื่องบวกและลบ

“คูตี้” ทิ้ง “หงส์แดง” เพื่อไปคว้าแชมป์ซึ่งเขาก็ทำได้อย่างที่ฝันกับ บาร์ซ่า รวมทั้งตอนที่ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งในซีซั่น 2019/2020

แต่การเล่นให้ “เจ้าบุญทุ่ม” ในช่วงแรกเขาทำได้ 11 ประตูจากการเล่น 18 เกมในช่วงครึ่งซีซั่นแรก นอกจากนี้ยังยิงประตูในเกมนัดชิง โกปา เดล เรย์ ด้วย

เพลย์เมกเกอร์เลือดบราซิเลียน ไม่เคยได้ลงเล่นเต็ม 90 นาทีในซีซั่นนี้หลังจากมีปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังมาตั้งแต่ซีซั่น 2020/2021

และดูเหมือนจะโดนลอยแพในช่วงตลาดพ่อค้าแข้งซัมมเมอร์นี้ แต่น่าเหลือเชื่อที่ไม่มีทีมไหนสนใจอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีมเลย

แม้ว่า คูตินโญ่ จะคว้าแชมป์ได้อย่างที่ปรารถนาแต่การไปเล่นในถิ่นคัมป์ นู ไม่ได้ทำให้เขามีความสุขเลย

สวนทางกับ ลิเวอร์พูล ที่ได้นำเงินค่าตัวของนักเตะไปซื้อ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ อลีสซง เบ็คเกอร์ ก่อนที่นักเตะทั้งสองคนจะผลิดอกออกผลนำ เจอร์เก้น คล็อปป์ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ตามด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก

ขณะที่ คูตินโญ่ ตอนนี้มีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องว่า บาร์ซ่า อยากขายเขาทิ้งใจจะขายอยู่แล้ว และคาดว่าสโมสรที่พร้อมทุ่มเงินซื้อเขาก็คือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

ในช่วงตลาดนักเตะฤดูหนาวเดือนมกราคมปีหน้า

 

แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ – เลสเตอร์ ซิตี้ ไป เชลซี

แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ เคยออกมายอมรับเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าคิดผิดที่ย้ายไปเล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อปี 2017 เพราะเขาแทบไม่มีส่วนร่วมกับสโมสรเลย

และต้องใช้เวลาอยู่กับการโดนส่งไปเล่นแบบยืมตัวตลอด

ดริงค์วอเตอร์ มีดีกรีติดทีมชาติอังกฤษ 3 แมตช์ โดยในช่วงพีคของอาชีพเขาคือหนึ่งในขุมพลสุดสำคัญที่นำ เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในปี 2016

ก่อนจะมีโอกาสได้สัมผัสเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ในปีถัดมา และตัดสินใจโยกไปเล่นให้ เชลซี ด้วยสนนราคา 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,760 ล้านบาท)

ตามเทคนิคแล้ว กองกลางเลือดผู้ดี วัย 31 ปี  ยังคงเป็นผู้เล่น “สิงห์บลูส์” แม้ปัจจุบันจะถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ เรดดิ้ง ในศึกแชมเปี้ยนชิพ

ก่อนที่สัญญาของเขาจะต้นสังกัดแม่จะหมดลงในช่วงซัมเมอร์หน้า

ชีวิตกับ เชลซี ไม่มีอะไรดีเลย เพราะเขาถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวทั้งกับ เบิร์นลี่ย์, แอสตัน วิลล่า และ คาซิมปาซ่า ในขณะที่การค้าแข้งกับ “สิงโตน้ำเงินคราม”

นักเตะได้ลงสนามแค่ 12 เกมลีก และ 23 แมตช์ในทุกรายการ กระนั้นก็ยังได้แชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2018

ในช่วงที่อยู่กับ วิลล่า เขาเคยเฮดบัตต์ใส่เพื่อนร่วมทีม และตนอยู่ เบิร์นลี่ย์ ก็มีเรื่องวิวาทนอกไนท์คลับ, มีปัญหาบาดเจ็บข้อเท้า และยังถูกแบนขับรถ 2 ปีในปี 2019

ฉะนั้นเห็นได้ชัดว่าชีวิตของเขามีแต่สาละวันเตี้ยลงนับตั้งแต่ออกมาจากถิ่นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

โอกาสของเขากับ เชลซี คงไม่มีเหลืออีกแล้ว แต่การเล่นให้ เรดดิ้ง อาจจะทำให้ ดริงค์วอเตอร์ กลับมามีอาชีพที่สดใสในช่วงบั้นปลายพ่อค้าแข้ง และน่าจะทำให้ชีวิตนักเตะของเขาดูมีคุณค่ามากขึ้น

 

มิราเล็ม ปานิช – ยูเวนตุส ไป บาร์เซโลน่า

ปานิช ลงจากอาน “ม้าลาย” ไปเล่นให้ บาร์เซโลน่า เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2020 ด้วยค่าตัวในเบื้องต้น 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,280 ล้านบาท)

แต่การย้ายทีมครั้งมีสร้างความเจ็บปวดให้กับนักเตะอย่างมาก เพราะเขาแทบไม่ได้มีส่วนอะไรกับ “เจ้าบุญทุ่ม” เลย

กองกลางชาวบอสเนีย ลงสนามเป็นตัวจริง 12 แมตช์ในทุกรายการ และลงเล่นในเกมลา ลีกา แค่ 6 แมตช์เท่านั้น ในยุคที่ โรนัลด์ คูมัน กุมบังเหียนบาร์ซ่า เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ปานิช ได้รับการเชิดชูว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับที่เก่งที่สุดในโลก

แม้ว่าจะไม่ได้ผุดได้เกิดกับ บาร์เซโลน่า แต่ก็มีหลายสโมสรชั้นนำอย่าง บาเยิร์น มิวนิค, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, เชลซี และ อาร์เซน่อล รวมทั้ง ยูเว่ ต้นสังกัดเดิม อยากได้ตัวเขาไปเสริมทัพ

ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ล่าสุด  แต่สุดท้ายเจ้าตัวเลือกซบ เบซิคตัส ในที่สุด

ครึ่งหนึ่ง ปานิช เคยได้ชื่อว่ามีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกับ อันเดรีย ปิร์โล่ แต่ชีวิตของเขาต้องผกผลันเพราะการเป็นลูกทีมของคูมัน และเชื่อว่าหากวันนั้น บาร์ซ่า มีกุนซือคนอื่นที่ไม่ใช่ “พี่บึ้ก”

ไม่แน่ว่า ดาวเตะวัย 31 ปี อาจจะยังเป็นแข้ง “เจ้าบุญทุ่ม” อยู่ และอาจจะแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาเหมือนตอนเล่นให้ ยูเว่ ก็ได้

 

ออสการ์ – เชลซี ไป เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี 

ต้องยอมรับว่าการย้ายทีมของ ออสการ์ สร้างความมึนงงให้กับคอลูกหนังอย่างมาก เพราะเขาเลือกโบกมือลาหนึ่งในสโมสรยักษ์ใหญ่วงการลูกหนังโลกอย่าง เชลซี เพื่อไปเล่นให้กับ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี

สโมสรไชนีส ซูเปอร์ลีก โดยทีมดังแดนมังกรยอมจ่ายค่าเสียหายให้ “สิงห์บลูส์” 54 ล้านปอนด์ (ราว 2,376 ล้านบาท)

ยิ่งไปกว่านั้นมีข่าวลือออกมาว่าสาเหตุที่ ออสการ์ ยอมไปค้าแข้งในดินแดนบะหมี่ก็เพราะได้รับค่าเหนื่อยมหาศาลถึง 400,000 ปอนด์ (ราว  17.6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์….แล้วแบบนี้ใครมันจะห้ามใจไหมละ !!

ออสการ์ มีดีกรีระดับคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก, ยูโรปา ลีก และ คาราบาว คัพ กับ เชลซี พร้อมสถิติซัดไป 38 ประตูจากการลงสนามให้ยอดทีมแห่งเวสต์ ลอนดอน จำนวน 203 เกม

การเลือกย้ายไปเล่นให้กับ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี อาจจะดูเหมือนว่าเขาประสบความสำเร็จเมื่อซัดไปถึง 102 ประตูจากการลงสนาม 105 แมตช์

แต่จริงๆ แล้วการไปเล่นในลีกแดนมังกรเหมือนเป็นการทำลายอาชีพนักเตะของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

หากจำกันได้ตอนที่ ออสการ์ เล่นกับ เชลซี เขามีชื่อติดทีมชาติบราซิล และยังเป็นขุนพลหลักของทัพ “เซเลเซา” มาตลอด ฟอร์มการเล่นก็ถือว่ายอดเยี่ยมในศึกฟุตบอลโลก 2014

ก่อนที่จะโดน เยอรมนี ยัดเยียดความปราชัยแบบชอกช้ำ

ออสการ์ มีชื่อติดทีมชาติครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนตุลาคมปี 2016 หลังจากนั้นชื่อของเขาก็หายไปจากสารบบทีมทัพแซมบ้า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะการเล่นในลีกจีน กอปรกับ บราซิล

มีนักเตะชั้นยอดผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทำให้เขากลายเป็นแข้งที่ถูกลืมไปโดยปริยาย