วันอาทิตย์, 26 มิถุนายน 2565

นิกิ เลาดา -แชมป์โลกเอฟวัน : ชายผู้เปลี่ยนวงการอากาศยาน

28 มี.ค. 2022
37

นิกิ เลาดา -แชมป์โลกเอฟวัน – :”การบริหารสายการบินเป็นงานที่ยากที่สุดในโลก ส่วนการแข่งรถนั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตผมมากกว่า

ดังนั้นเพื่อหาความท้าทายจริง ๆ หลังเลิกแข่งรถ ซึ่งเป็นงานที่ยากไปอีกแบบ ผมจึงก่อตั้งสายการบินขึ้นมา”

แชมป์โลกเอฟวัน – นิกิ เลาดา  : อาจเป็นที่จดจำในฐานะแชมป์โลกฟอร์มูล่าวัน 3 สมัย ให้กับทั้ง เฟอร์รารี่ และ แมคลาเรน

แต่หนึ่งในมรดกตกทอดจาก

นักแข่งผู้ล่วงลับคนนี้ คือกาลครั้งหนึ่งเจ้าตัวได้มีส่วนร่วมพลิกโฉมวงการอากาศยาน จากอุบัติเหตุการสูญเสียของสายการบิน

เลาดาแอร์ เหนือน่านฟ้าการบินของไทย

นิกิ เลาดา

เรื่องราวดังกล่าวเป็นอย่างไร มาย้อนเวลาไขคำตอบดังกล่าวได้กับ Main Stand

นักแข่งนอกคอก

แม้ นิกิ เลาดา จะเกิดในครอบครัวที่มีความมั่งคั่งในประเทศออสเตรีย จนดูเหมือนเจ้าตัวจะมีแต้มต่อในการเลือกเส้นทางชีวิต

ของตนเอง ทว่าความเป็นจริงแล้วเส้นทางสู่การเป็นนักแข่งรถอาชีพกลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางบ้านเลย

 

เลาดา ต้องหาทางเข้าแข่งขันเอง เนื่องจากทางบ้านตัดขาดความสัมพันธ์เนื่องจากความดันทุรังมุ่งสู่เส้นทางการเป็นนักแข่งรถ

จนถึงขั้นเคยกู้เงินจากธนาคารมาใช้เพื่อผลักดันตัวเองสู่ระดับฟอร์มูล่าทู ในปี 1971 และต้องเผชิญกับมรสุมต่าง ๆ

จนเกือบพรากชีวิตตนเองไปก่อนวัยอันควรเสียแล้ว

 

แต่ความพยายามของนักแข่งชาวออสเตรียนก็มาสัมฤทธิ์ผล เมื่อ เลาดา ทำผลงานไปเข้าตาทีม เฟอร์รารี่ จนถูกดึงตัวไปร่วมทีม

และไต่เต้าขึ้นไปคว้าแชมป์โลกฟอร์มูล่าวันได้ตั้งแต่ปี 1975 หลังจากขับเคี่ยวกับ เจมส์ ฮันต์ คู่แข่งและเพื่อนที่สนิท

กันมาตั้งแต่สมัยฟอร์มูล่าทรีเลยทีเดียว

ทว่าในปีถัดมา รถของ นิกิ เกิดหลุดโค้งไปชนกำแพงข้างสนามนูร์เบอร์กริง ประเทศเยอรมันตะวันตก จนเกิดเพลงลุกไหม้

คลอกตัวเขา และยังโดนรถของนักแข่งรายอื่นชนซ้ำเข้าไปอีก

 

การแข่งรถฟอร์มูล่าวันในสมัยก่อนเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีความเสี่ยงสูงมาก จากทั้งมาตรการความปลอดภัยอันหละหลวม

กว่ายุคปัจจุบันอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนเจ้าหน้าที่รับมือเหตุฉุกเฉิน ผังสนามที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน

หรือรถที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับการชนมากนัก จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของนักแข่งได้เลย

นิกิ เลาดา

 

เลาดา ผู้ถูกรัดไว้ในรถด้วยเข็มขัดนิรภัยสูดดมควันพิษเข้าไปเต็มปอด แถมหมวดกันน็อกของเขายังมีขนาดไม่พอดีกับศีรษะ

ทำให้มันหลุดออกจากหัวจนส่งผลให้เจ้าของแชมป์โลกรายนี้ถูกไฟไหม้บริเวณด้านขวาของศีรษะแบบเต็ม ๆ

 

แม้จะถูกเพื่อนนักแข่งช่วยเหลือออกจากรถมาได้ทันเวลาและยังมีสติในขณะปฐมพยาบาล แต่อาการของ นิกิ กลับทรุดลง

จนเข้าขั้นโคม่า จนมีการเชิญบาทหลวงมาทำพิธีสุดท้ายของชีวิตให้ที่โรงพยาบาล แต่ เลาดา ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

แถมยังกลับมาแข่งรถเพียง 2 เดือนหลังเกิดเหตุดังกล่าว พร้อมกลับมาคว้าแชมป์โลกในปี 1977 ได้อีกเสียด้วย

 

ถึงกระนั้นรอยไหม้ได้ทำลายหูขวาเขาไปเกือบหมด รวมถึงเส้นผม คิ้ว และเปลือกตาฝั่งขวา จึงเป็นเหตุให้เจ้าตัวใส่หมวกสีแดง

อันเป็นเอกลักษณ์มาโดยตลอด เพื่อช่วยบดบังรอยแผลอันโหดร้ายดังกล่าวไว้

 

 

นิกิ อำลาวงการอย่างเป็นทางการในปี 1985 หลังจากที่เคยตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันเมื่อปี 1979 เพราะ

 “เบื่อที่จะขับรถวนเป็นวงกลม” ไปแล้วรอบนึง และไปบริหารสายการบิน เลาดาแอร์ ที่เจ้าตัวเพิ่งก่อตั้งขึ้นมา

ก่อนเลือกคัมแบ็กสู่วงการเพียง 3 ปีให้หลัง เนื่องจากได้รับข้อเสนอค่าเหนื่อยสูงลิ่วจากทีม แมคลาเรน จนกลับมา

คว้าแชมป์โลกปี 1984 ได้สำเร็จ

พอถึงจุดนี้ก็ได้เวลาถอดหมวกนักแข่งแล้วหันขึ้นไปมองบนฟ้าไกลแทนแล้ว

 

จากถนนสู่ท้องฟ้า

แม้จะถูกก่อตั้งตั้งแต่ปี 1979 แต่ก็ต้องรอถึงปี 1985 ก่อนที่ เลาดาแอร์ จะได้เริ่มปฏิบัติการแบบจริงจัง หรือก็คือหลังจากที่

นิกิ อำลาวงการรถแข่งอย่างเป็นทางการแล้วนั่นเอง

ในยุคแรกเริ่ม เลาดาแอร์ ถูกวางไว้เป็นบริการแบบเช่าเหมาลำเป็นหลักเท่านั้น ก่อนจะขยับขยายสู่การบินเชิงพาณิชย์ในปี 1987

ตามด้วยได้รับอนุญาตให้บินเส้นทางระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา

นิกิ เลาดา

 

ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เป็นหนึ่งในจุดหมายของ เลาดาแอร์ ด้วยเช่นกัน โดยมีไฟลต์บินจาก เวียนนา

มาลงที่ กรุงเทพฯ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย และ ฮ่องกง เป็นต้น และเพียงหนึ่งปีให้หลัง

ก็ได้รับใบอนุญาต ให้บินไปต่างประเทศได้ สายการบิน ของอดีตแชมป์โลกราย นี้ก็พลันต้อง ประสบอุบัติเหตุที่เลวร้าย

ที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์การบิน

 

เลาดาแอร์ ไฟลท์ 004 ทะยานขึ้นจากสนามบินดอนเมือง เมื่อช่วงห้าทุ่มของวันที่ 26 พฤษภาคม 1991

ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ ระหว่างอยู่เหนือน่านฟ้า ของจังหวัดสุพรรณบุรี จนส่งให้เครื่องบิน โบอิง 767-300ER พุ่งดิ่งลงมา

ด้วยความเร็วเสียง และพราก 223 ชีวิตบนเครื่องไปในทันที

พอทราบข่าว ว่าเครื่องบินของสายการบิน ของเขาตก นิกิ และทีมวิศวกรการบินตัดสินใจ เดินทางมาประเทศไทยในทันที

 

และตรงไปยังจุดเกิดเหตุ อย่างรวดเร็ว แต่ถึงจะรีบรุดมา เพียงใดก็ไม่ทันประชาชนในท้องถิ่น จำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา

ในพื้นที่เกิดเหตุ โดยมีบางส่วน ได้ช่วงชิงสินทรัพย์ อัญมณีมีค่าจากศพ และสัมภาระของผู้เสียชีวิต

ที่กระจัดกระจาย อยู่รอบบริเวณอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี

 

 

Photo : thetimes

แน่นอนว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น กับเครื่องบิน การตามหากล่องดำ คือสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ ของทีมสืบสวน ทว่าในกรณีนี้

เทปบันทึกข้อมูล การบินได้ถูกทำลาย จนไม่อาจนำมาใช้งานได้ ซึ่งแสดงให้เห็น ถึงความรุนแรงของการตก ในครั้งนี้

ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงมีเพียงแค่เทปบันทีกเสียง ในห้องนักบินเพื่อนำมาประกอบการสอบสวนหาความจริง

แม้จะเหลือเพียงแค่เสียงของนักบิน แต่นั่นก็เพียงพอที่จะถอดความได้ว่าเครื่องบินมีปัญหากับตัว Thrust Reverser

หรือระบบผันกลับแรงขับของเครื่องยนต์หมายเลข 1 ที่ใช้เพื่อชะลอความเร็วหลังลงจอดบนรันเวย์ ว่ามันอาจเกิดเปิดขึ้น

ระหว่างเครื่องทำการบินอยู่

 

กัปตัน โทมัส เวลช์ วัย 48 ปี และนักบินผู้ช่วย โจเซฟ เธอว์เนอร์ อายุ 41 ปี ได้เห็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีข้อผิดพลาด

กับระบบบนเครื่องบิน จนอาจทำให้ Thrust Reverser ทำงานกลางอากาศเมื่อเวลา 23:07:48 น. แต่เมื่อพวกเขาได้อ่านคู่มือ

บนเครื่องบินแล้ว ก็ได้ตัดสินใจว่าไม่ควรแก้ไขอะ ไรเพิ่มเติม และอาจเป็นเพราะ มีน้ำเข้าไปอยู่ในระบบ ทำให้การอ่านค่ารวนได้

ทั้งนี้ใ นคู่มือดังกล่าวก็ไม่ได้มีขั้นตอนรับมือ ว่านักบินต้องทำอย่างไร หาก Thrust Reverser เกิดติดขึ้นมาก ลางอากาศด้วยเช่นกัน

 

นิกิ เลาดา

 

Photo : thetimes

เวลา 23:17:01 น. นักบินผู้ช่วย เธอว์เนอร์ ได้พูดว่า “Thrust Reverser ทำงาน” ก่อนตามมาด้วยเสียงกระแทก

และโครงสร้างของเครื่อง ที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงสลับกับเสียงแจ้งเตือน และการอุทานของนักบินที่กำลังพยายาม

ควบคุมเครื่องให้ได้อยู่

“แม่งเอ้ย” หรือ “Damn it!” คือคำพูดสุดท้ายของกัปตัน เวลช์ เมื่อเวลา 23:17:27 น. หรือเพียงแค่ 26 วินาทีหลัง

ตัวระบบผันกลับแรงขับของเครื่องยนต์ ทำงานเท่านั้น ก่อนที่เทปบันทึกเสียงจะหยุดทำงานไปในอีก 3 วินาทีให้หลัง

คำถามสำคัญคือ อุบัติเหตุในครั้งนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ?

 

สืบหาต้นเหตุการสูญเสีย

แม้ผลสอบสวนจะบ่งชี้ว่าต้นกำเนิดของเหตุการณ์ดังกล่าวมาจากการทำงานของระบบ Thrust Reverser ที่ดันไปทำงานอยู่กลางอากาศ

แต่ทาง โบอิง ยังคงยืนกรานว่ามันไม่อาจเป็นไปได้เลย

 

ข้อมูลจากการทดสอบในปี 1982 ของ โบอิง และ FAA ที่ลองเปิดระบบ Thrust Reverser กลางอากาศ พบว่านักบิน ยังสามารถควบคุมเครื่อง

ได้อยู่อย่างปลอดภัย ซึ่งตอนนั้นเครื่องบินลำดังกล่าว ได้ลดเพดานบินลงมาเหลือ 10,000 ฟุต และแล่น ด้วย ความเร็วเพียง 250 นอตเท่านั้น

ต่างจากสถานการณ์ของ เลาดาแอร์ ที่บินอยู่ที่ 30,000 ฟุตเหนือพื้นดิน พร้อมกับทำความเร็วอยู่ที่ 400 นอต

 

และท่านสามารถ ติดตามข้อมูล ข่าวสาร ต่าง ๆ  ทั่วมุมโลก ข่าวสด รวดเร็วกว่า อีกทั้ง ข่าวฟุตบอล ตารางการแข่งขัน

ผลบอล และการ วิเคราะห์บอล // ทีเด็ดบอล ไฮไลบอล แทงบอล แทงบอลออนไลน์ และยังมี บาคาร่า รูเล็ต

และเกมอีกมากมาย เว็บนี้การันตีน้ำดี และง่ายต่อสมัคร คลิกเลย ได้ที่ ufabet

 

 

ufabet
ufabet