วันศุกร์, 19 สิงหาคม 2565

ทำไม ‘ บาเยิร์น มิวนิก ’ จึงสามารถผูกขาดความสำเร็จได้บนเวทีบุนเดสลีกา

05 พ.ค. 2022
54

บาเยิร์น มิวนิก

ทำไม ‘ บาเยิร์น มิวนิก ’ จึงสามารถผูกขาดความสำเร็จได้บนเวทีบุนเดสลีกา ในเวลานี้ บาเยิร์น มิวนิก ประกาศศักดาคว้าแชมป์บุนเดสลีกาฤดูกาล 2021-22 ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว หลังเปิดสนามอัลลิอันซ์อารีนา ปราบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว

แน่นอนว่านี่คือความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของ บาเยิร์นมิวนิก เพราะที่ผ่านมา ลีกใหญ่ระดับท็อปของ ยุโรป แทบไม่มีการผูกขาดที่ยาวนานขนาดนี้มาก่อน

เมื่อนับรวมถึงผลงานของ บาเยิร์นมิวนิก ในภาพรวมก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยเป็น แชมป์ ลีกสูงสุดของประเทศมากถึง 31 สมัย ทิ้งห่างทีมแชมป์ลีกสูงสุดอันดับสองอย่างเนิร์นแบร์ก ซึ่งคว้าแชมป์ได้เพียงแค่ 9 ครั้งเท่านั้น

ขณะที่ ทีมเสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังขวัญใจชาวไทย เพิ่งคว้าถาดแชมป์บุนเดสลีกาไปเพียง 8 สมัย

จากที่เกริ่นมาทั้งหมด เราสามารถกล่าวได้ว่า ฟุตบอลลีกบุนเดสลีกา ถูกครอบงำ ถูกปกครองด้วยความยิ่งใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิก อย่างแท้จริง

คำถามสำคัญที่ผมเชื่อว่า แฟนฟุตบอลจำนวนมากสงสัยคล้ายกัน ก็คือว่า ทำไมบาเยิร์นมิวนิก ถึงเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของดินแดนเมืองเบียร์ไปได้

ผมคิดว่าสิ่งแรกที่เราต้องดูเป็นอย่างต้นๆ ก็คือ เรื่องของพื้นที่เมืองมิวนิกครับ อย่างที่เราทราบกันดีว่า แม้เมืองมิวนิกไม่ได้เป็นเมืองหลวงของประเทศก็จริง แต่มิวนิกเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศสูงมาก เป็นเมืองที่มีความเจริญทั้งด้านวัตถุและด้านวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลต่อความเจริญทางอ้อมต่อโลกฟุตบอล

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ บาเยิร์นมิวนิก เริ่มสะสมทุนทรัพย์มากขึ้นตามลำดับ

ถ้าหากเราดูยอดการซื้อขายนักเตะตลอดฤดูกาลของบุนเดสลีกา 10 อันดับแรก พบว่า การซื้อขาย 8 ใน 10 เป็นของ บาเยิร์นมิวนิก ทั้งสิ้น โดยค่าตัวที่แพงที่สุดในเวทีบุนเดสลีกา ก็คือ ลูคัส เอร์นานเดซ ในราคา 80 ล้านยูโร ส่วนการย้ายทีมที่เข้ามาโดยที่ไม่ใช่ บาเยิร์นมิวนิก ก็มีการย้ายทีมของ ยูเลียน ดรักซ์เลอร์ ของโวล์ฟบวร์ก และ อุสมาน เดมเบเล ของดอร์ทมุนด์

การสะสมทุนทรัพย์ของบาเยิร์นสามารถแยกย่อยออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเงิน จากการที่บาเยิร์นเป็นทีมใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด การที่จะได้ลิขสิทธิ์ส่วนแบ่งค่าถ่ายทอดสดมากที่สุด จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ แล้วมันก็ทบขึ้นทบขึ้นในทุกๆ ปี

เมื่อเราพูดถึงมูลค่าของแบรนด์ ในปี 2020 แบรนด์ บาเยิร์น มิวนิก ถือเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าอันดับที่ 4 ของโลกฟุตบอล เป็นรองแค่ เรอัล มาดริด บาร์เซโลนา และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งสี่ทีมล้วนเป็นทีมที่มีรากเหง้าความสำเร็จต่อเนื่องและยาวนาน

เหตุผลต่อมา บาเยิร์น มิวนิก เป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่มีความพยายามขยายแบรนด์ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากการตั้งสำนักงานในนิวยอร์ก เพื่อต้อนรับการเติบโตของแฟนบอลรุ่นใหม่ที่อยู่ในต่างแดน ขณะเดียวกันก็มีสำนักงานในเซี่ยงไฮ้ และเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บาเยิร์นก็มาตั้งสำนักงานในประเทศไทย

การตั้งสำนักงานในต่างแดนของบาเยิร์นมิวนิก มีหลายประเด็นด้วยกัน ทั้งเรื่องของการค้า เพราะการที่บาเยิร์นไปตั้งสำนักงานในนิวยอร์กและเซี่ยงไฮ้ นั่นทำให้พวกเขาสามารถดีลกับแบรนด์สินค้าชื่อดังได้ง่ายขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเราได้เห็นแบรนด์สินค้าจากจีนและสหรัฐฯ มาอยู่ในสนามของบาเยิร์น ไปจนถึงเวทีของการมองหานักฟุตบอลชั้นเยี่ยมจากพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกด้วยนั่นเอง

ขณะเดียวกัน การสะสมทุนทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของตัวเงินเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ เรื่องของความสำเร็จ เมื่อเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ก็ย่อมต้องสามารถดึงดูดใจนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นนักเตะเยอรมนีเอง หรือเป็นนักเตะจากต่างชาติที่มาจากลีกอื่น หรือนักเตะต่างชาติที่ค้าแข้งในบุนเดสลีกา ย่อมต้องเลือกมาร่วมทีมกับ บาเยิร์นมิวนิก ไว้ก่อน

 

หากเราย้อนกลับไปดูเกมนัดชิงฟุตบอลโลกแทบทุกครั้ง

ตั้งแต่ปี 1982 จนถึงปี 2018 จะต้องมีนักเตะจากบาเยิร์นมีส่วนร่วมในเกมนัดชิงเสมอๆ อย่างน้อยหนึ่งคน

ยกตัวอย่างฟุตบอลโลก 2018 ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์โลกไปได้ ก็มีนักเตะของบาเยิร์นอย่าง กอร็องแต็ง ตอลีโซ อยู่ในทีม

ส่วนฟุตบอลโลก 2014 อันนี้ไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะเยอรมนีคว้าแชมป์โลก จึงเต็มไปด้วยนักเตะจากบาเยิร์น มิวนิก หรือปี 2010 ที่สเปนคว้าแชมป์โลก ทีมรองแชมป์อย่างเนเธอร์แลนด์ก็มีนักเตะจากค่ายพี่เสือถึงสองคนก็คือ มาร์ค ฟาน บอมเมล และ อาร์เยน ร็อบเบน

นอกจากนี้แล้ว ด้วยวัฒนธรรมบางอย่างของคู่แข่งในบุนเดสลีกา พวกเขาไม่ได้มองเหมือนกับลาลีกา หรือพรีเมียร์ลีก ที่จะต้องกันท่าในการขายนักเตะตัวเก่งของตัวเองให้กับทีมคู่แข่ง ในหลายๆ ครั้ง เราจึงได้เห็นคู่แข่งแย่งแชมป์กับบาเยิร์น ก็ยอมขายนักเตะตัวเก่งของตัวเองให้กับบาเยิร์นมิวนิก จะด้วยความเต็มใจหรือไม่เต็มใจ อันนี้สุดแล้วแต่เหตุการณ์และสถานการณ์ของนักเตะคนนั้นๆ

แล้วก็เหมือนอย่างที่บอกไปครับ การย้ายมาบาเยิร์น มันคือ stepping-stones ของนักเตะคนนั้นด้วยครับ ในการที่จะได้มาซึ่งความสำเร็จ เงิน และการติดทีมชาติ

อย่างไรก็ดี ใช่ว่า บาเยิร์นมิวนิก จะไม่เคยดิ่งลงเหวสู่จุดตกต่ำ เพียงแต่ว่าจุดต่ำสุดของพวกเขามันผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว หากเราย้อนไป ต้องย้อนกลับไปในหลังปี 1975 จนถึงประมาณ 1980 บาเยิร์น ร้างความสำเร็จไปถึง 5 ปี ซึ่งนั่นมาพร้อมกับหนี้สินที่พอกพูนมากขึ้น

จุดเปลี่ยนของบาเยิร์นอยู่ตรงที่พวกเขาได้ว่าจ้าง อูลี เฮอร์เนส อดีตนักเตะของบาเยิร์นที่เพิ่งแขวนสตั๊ดพอดี เข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทั่วไปของ บาเยิร์นมิวนิก พ่วงด้วยการดูแลด้านการค้าอีกหนึ่งงาน

การเข้ามาของเฮอร์เนสได้มีการปฏิวัติทางการเงินของบาเยิร์นเป็นอย่างมาก พวกเขาขยายแหล่งรายได้ไปในหลายรูปแบบ จากเดิมที่ต้องหวังพึ่งยอดขายสินค้าและเครื่องดื่มเฉพาะวันทำการแข่งขันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

สิ่งที่เฮอร์เนสทำก็คือ เน้นการขายสินค้ามากขึ้น และไม่ใช่ขายแค่เสื้อแข่งของทีม หรือผ้าพันคอ แต่เขาลงไปทำสินค้าอื่นๆ ด้วย เช่น ชุดเครื่องนอน มีดโกนหนวด ไม่เว้นแม้แต่เครื่องปิ้งขนมปังที่มีโลโก้ของ บาเยิร์นมิวนิก ซึ่งถ้าเป็นปัจจุบันก็คงเป็นเรื่องปกติ แต่ในปี 1980s นี่คือแนวทางที่ใหม่มาก

ส่วนสนามเหย้าของ บาเยิร์นมิวนิก ถ้าหากใครที่ติดตามฟุตบอลมานาน เมื่อก่อนสนามเหย้าที่บาเยิร์นใช้คือ โอลิมปิก สเตเดียม ซึ่งเป็นสนามสร้างใหม่เพื่อต้อนรับการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิก ในปี 1972 นั่นเอง อูลี เฮอร์เนส มองว่าสนามนี้ค่อนข้างเก่าแล้ว จนในช่วงปี 2000 เลยเกิดเป็นแนวคิดสร้างสนามใหม่ขึ้นมา พร้อมกับต้องการสนามที่สามารถปรับแต่งฟังก์ชันได้ เพื่อรองรับกับโอกาสต่างๆ และต้องการสนามที่ทันสมัยกว่านี้ด้วย ก็เลยกลายเป็นสนาม อัลลิอันซ์ อารีนา ที่เรารู้จักกันดี กับความจุระดับ 75,000 คน

อีกทั้งสนามแห่งนี้ยังมีลูกเล่นอยู่ที่ไฟสนาม ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนสีได้ เช่น ด้านนอกสนามถ้าเป็นเกมที่บาเยิร์นเล่นในบ้านก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือเหตุการณ์ที่รัสเซียรุกรานยูเครน ที่สนามอัลลิอันซ์อารีนาก็ได้เปลี่ยนเป็นธงชาติยูเครน เพื่อยืนหยัดต่อต้านการรุกรานอธิปไตยยูเครนโดยรัสเซีย

นอกจากนี้ตัวสนาม บาเยิร์นมิวนิก ก็เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว โดยที่บาเยิร์นไม่ต้องเสียค่าเช่าสนามให้กับสภาเมืองเหมือนก่อนหน้านี้ นั่นแปลว่าเงินทั้งหมดที่เข้ามาสู่สนาม อัลลิอันซ์ อารีนา ทั้งหมดนั้นจะกลายเป็นรายรับของ บาเยิร์นมิวนิก

นอกเหนือจากนี้ แนวทางการดึงนักเตะชั้นนำจากในเยอรมนี ว่ากันว่าก็เป็นกลยุทธ์ของ อูลี เฮอร์เนส ที่วางเอาไว้ตั้งแต่ปี 1980

เมื่อบาเยิร์น มิวนิก มีเงินมากขึ้น ก็สามารถดึงดูดนักเตะชั้นนำเข้าสู่ทีมได้ แล้วก็เป็นไปตามที่เล่าข้างต้นครับ ตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ต้องมีนักเตะที่มาจาก บาเยิร์นมิวนิก เสมอ

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ สะท้อนถึงความเป็นสถาบัน ความเป็นรากเหง้า ที่สามารถการันตีถึงความสำเร็จของบาเยิร์นได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องโครงสร้างของทีม บาเยิร์น มิวนิก เวลานี้ผู้ถือหุ้นหลักของบาเยิร์น คือ แฟนบอล โดยมีผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเป็นบริษัทเอกชน ประกอบไปด้วย อาดิดาส, อัลลิอันซ์ และเอาดี (Audi) เพราะฉะนั้นเสื้อแข่งของบาเยิร์นก็จะต้องเป็นอาดิดาส (แทบจะตลอดไป) ชื่อสนามก็มีโอกาสจะต้องเป็นชื่อสนาม อัลลิอันซ์ อารีนา เช่นเดียวกับเบาะที่อยู่ม้านั่งข้างสนามก็จะต้องเป็นเบาะที่มาจากรถยนต์ของเอาดี เป็นต้น

ทั้งนี้ อาดิดาส, เอาดี และอัลลิอันซ์ ถือหุ้นในบาเยิร์น มิวนิก บริษัทละ 8.3 เปอร์เซ็นต์ โดยหุ้นที่เหลืออีกกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือครองโดยแฟนบอล โดยเฉพาะในรายของอาดิดาส ต้องบอกว่าพวกเขาก็มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับบาเยิร์นด้วย เนื่องจากประธานสโมสรคนปัจจุบันของพวกเขาก็คือ แฮร์เบิร์ต ไฮเนอร์ ก็เคยเป็นซีอีโอของอาดิดาสมานานถึง 15 ปี

ขณะที่ ซีอีโอคนปัจจุบันของบาเยิร์น มิวนิก ก็คือ โอลิเวอร์ คาห์น อดีตตำนานของสโมสร ตรงนี้สังเกตให้ดีๆ นะครับว่า บาเยิร์น มีการบาลานซ์งานในส่วนของคนที่ถนัดด้านฟุตบอลกับคนที่ถนัดด้านธุรกิจเอาไว้อย่างชัดเจน

 

ผมขอกลับมาสู่เรื่องของการถือครองความเป็นเจ้าของทีม บาเยิร์น มิวนิก

โดยแฟนบอลในปัจจุบัน มาจากกฎที่เรียกว่า 50+1 ซึ่งกฎดังกล่าวถือได้ว่าเป็นกฎที่สร้างโอกาสที่ดีมากๆ ให้กับบาเยิร์น พร้อมกับปิดโอกาสการแข่งขันของทีมอื่นๆ ไปในตัวครับ ย้ำนะครับ ‘ปิด’

สำหรับ ‘กฎ 50+1’ ถ้าให้กล่าวง่ายๆ คือ เป็นกฎที่ป้องกันการเทกโอเวอร์จากมหาเศรษฐีต่างแดน ผลลัพธ์ที่ได้ คนที่ถือครองหุ้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นแฟนบอลที่เป็นผู้ถือหุ้น และมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการโหวตต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแฟนบอลก็ไม่ต้องการให้สโมสรต้องเป็นหนี้ หรือตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะล้มละลาย

ในทางตรงกันข้าม การมีอยู่ของกฎ 50+1 นั่นหมายความว่า จะไม่มีเงินทุนแบบ โรมัน อบราโมวิช หรือท่านชีคจากตะวันออกกลาง นั่นแปลว่าทีมต่างๆ ในบุนเดสลีกา จะได้เงินเสริมทัพแบบมหาศาลก็จะไม่เกิดขึ้น

ในเวลาเดียวกัน ทุกทีมในบุนเดสลีกา ก็ไม่อยู่ในสภาพที่แกร่งพอจะแข่งขันกับ บาเยิร์นมิวนิก เรียกง่ายๆ ว่า กฎ 50+1 เป็นกฎที่ บาเยิร์นมิวนิก ได้ประโยชน์ทางอ้อม

แน่นอนว่าเมื่อการครอบงำบุนเดสลีกาแต่เพียงผู้เดียวของบาเยิร์น เป็นเรื่องดีหรือไม่ คำตอบในมุมมองของแฟนฟุตบอล สามารถตอบได้อย่างง่ายดายเลยครับว่า ‘ไม่ดี’ เพราะนั่นทำให้ฟุตบอลของลีกนั้นๆ ขาดความสนุกสนาน กลายเป็นลีกที่คาดเดาได้ง่าย เพราะมีการผูกขาดตำแหน่งแชมป์ไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มฤดูกาล

เรื่องนี้ รูดี้ โฟลเลอร์ อดีตเฮดโค้ชทีมชาติเยอรมนีและสปอร์ต ไดเรกติง ของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ให้ความเห็นเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2014 แล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องดี เพราะมันไม่ทำให้เกิดการแข่งขัน แต่ละทีมไม่สามารถสู้รบปรบมือกับทรัพยากรใดๆ ของ บาเยิร์นมิวนิก ได้

แต่เราก็ต้องไม่ลืมครับว่า ความสำเร็จของบาเยิร์นมาจากการที่พวกเขาสร้างรากฐานของตัวเองได้ดีอยู่ก่อนแล้วด้วย มีการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวที่ดี จนกลายเป็นความสำเร็จต่อเนื่องทั้งในและนอกสนาม

พร้อมกันนี้เราอาจต้องพูดถึงความทะเยอทะยานของอีกทั้ง 17 ทีมของบุนเดสลีกาด้วยว่า พวกเขาอยากที่จะโค่นเสือใต้แห่งเมืองมิวนิกลงมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ว่าลงเล่นในฤดูกาลหนึ่งๆ เพื่อหวังพื้นที่แชมเปียนส์ลีก

ถ้าว่ากันตามตรงแล้ว ทีมจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษน่าจะมีความทะเยอทะยานในการแข่งขันเพื่อคว้าแชมป์มากกว่าทีมจากบุนเดสลีกานะครับ ไม่งั้นเราคงไม่ได้เห็นการรีบิลด์ทีมอาร์เซนอลของ มิเกล อาร์เตตา หรือการปั้นทีมจนพุ่งสู่แชมป์ของลิเวอร์พูล นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

ในช่วงที่ผ่านมามีความพยายามที่จะผ่าทางตัน ป้องกันการผูกขาดแชมป์ของ บาเยิร์นมิวนิก ให้เห็นอยู่บ้าง เช่น การเสนอให้มีการแข่งแบบเพลย์ออฟเพิ่มเติม ต่อจากฤดูกาลปกติ

คงต้องบอกแบบนี้ครับว่า บุนเดสลีกามีการแข่งเพลย์ออฟนะครับ แต่เป็นทีมอันดับที่ 16 จะต้องไปเพลย์ออฟกับทีมอันดับสามของบุนเดสลีกา 2 ทีมที่ชนะในการเพลย์ออฟ จะได้อยู่ในเวทีบุนเดสลีกา

ที่น่าสนใจ รูปแบบการเพลย์ออฟที่ว่านี้ ฟากฝั่ง บาเยิร์นมิวนิก กลับเห็นชอบด้วย

โอลิเวอร์ คาห์น ซีอีโอของสโมสร ออกมาเห็นด้วยถึงแนวทางนี้ แม้ว่าแนวทางดังกล่าวจะเป็นการลดโอกาสการคว้าแชมป์ของ บาเยิร์นมิวนิก ลงไปก็ตาม แต่เป็นสิ่งที่แฟนฟุตบอลบุนเดสลีกาจะได้ตื่นเต้นมากขึ้น

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง การแข่งขันเพลย์ออฟก็อาจเป็นแค่การปกปิดปัญหาการครองลีกแต่เพียงผู้เดียวของบาเยิร์นมิวนิก เพราะถึงที่สุดแล้วในการแข่งขันเพลย์ออฟ บาเยิร์นมิวนิก ก็ยังเป็นทีมที่แกร่งกว่าอยู่ดี นั่นเป็นเพราะทั้ง 17 ทีมของบุนเดสลีกาก็ยังไม่ได้ยกระดับให้มาเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อของเสือใต้อยู่ดี

ถ้าหากให้ยกแนวทางที่จะเป็นทางออกในการทำให้เกมการแข่งขันบุนเดสลีกายุติธรรมมากขึ้น ควรต้องมีการกำหนดเพดานค่าเหนื่อย และเพดานการใช้เงินของแต่ละทีม แต่เรื่องนี้มันควรจะต้องทำกันทั้งทวีปยุโรป เพราะเอาเข้าจริง หากทำเฉพาะบุนเดสลีกา แบบนั้นบุนเดสลีกาก็จะเสียเปรียบลีกการแข่งขันอื่นๆ ได้เช่นกัน

เอาเข้าจริงแล้ว ปัญหาการครอบงำของลีกบุนเดสลีกา ก็คือภาพสะท้อนปัญหาใหญ่ของวงการฟุตบอลระดับนานาชาตินั่นเองครับ