วันเสาร์, 21 พฤษภาคม 2565

หมดไฟ แอชลีห์ บาร์ตี้ “เมื่อหมดไฟ ก็แค่เริ่มบทใหม่ให้ชีวิต”

25 มี.ค. 2022
24

แอชลีห์ บาร์ตี้ หมดไฟ

 

หมดไฟ -สำหรับนักกีฬาอาชีพแล้ว การรักษาแรงจูงใจเมื่อ หมดไฟ คือสิ่งสำคัญ หากหวังที่จะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

ส่วนใหญ่ลักษณะนิสัยที่คล้ายคลึงกันของนักกีฬาคือเป็นพวกชอบการแข่งขัน และชอบความท้าทาย

เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นปัญหาเท่าใดนัก

 

หมดไฟ บางคนแรงจูงใจออกมาจาก ตัวเอง บางคนได้มาจาก ครอบครัวและคนรอบข้าง ขณะ ที่บางคนได้มาจากคู่แข่ง

แต่ แอชลีห์ บาร์ตี้ มีวิธีหาแรงจูงใจที่ต่างไปจากนั้น นั่นก็คือการ หยุดพัก และไปโฟกัสกับกิจกรรมอื่น ๆ

แทน ในขณะที่ หมดไฟ นักกีฬาอาชีพไม่มีใคร ต้องการทิ้งช่วง เพราะจะทำให้สูญเสียรายได้ รวมทั้งอันดับมือวางที่

เป็นประโยชน์ต่อการลงแข่งขัน

 

การหาแรงจูงใจใหม่ ๆ คือสิ่งที่บาร์ตี้ให้ความสำคัญมาตลอดอาชีพ จนมาถึง ณ เวลาปัจจุบันที่เธอรู้สึกว่า

การหวดลูกสักหลาดไม่ใช่สิ่งท้าทายสำหรับชีวิตเธออีกต่อไป จึงทำให้ประกาศแขวนแร็กเก็ตทั้งที่มีอายุเพียงแค่ 25 ปี

 

กว่าที่บาร์ตี้จะก้าวมาเป็นนักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลกเธอผ่านอะไรมาบ้าง ทำไมเธอถึงกล้าหันหลังให้กับกีฬาที่ตัวเองรัก

และเป้าหมายต่อไปในชีวิตคืออะไร ติดตามได้ที่นี่

แอชลีห์ บาร์ตี้

เด็กอัจฉริยะ หมดไฟ 

บาร์ตี้ เกิดที่เมืองอิปสวิช รัฐคลีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี 1996 โดยมีเชื้อสายชาวอะบอริจินจากฝั่งพ่อ

ขณะที่แม่ของเธอเป็นลูกสาวของชาวอังกฤษอพยพ

ด้วยความที่พ่อเคยเป็นแชมป์กอล์ฟระดับสมัครเล่น และการเล่นกีฬาก็เป็นส่วนหนึ่งของทุกครอบครัวในออสเตรเลีย

จึงไม่แปลกที่บาร์ตี้จะได้หยิบจับอุปกรณ์กีฬาตั้งแต่เด็ก

 

อย่างไรก็ตาม หนูน้อยแอชลีห์ สร้างความประหลาดใจมากกว่านั้น เมื่อเธอแสดงให้ครอบครัวเห็นว่า ไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป

บาร์ตี้อายุแค่ 4 ขวบ ในตอนที่เธอเจอไม้สควอชเก่า ๆ ในบ้าน ก่อนจะเริ่มต้นตีลูกอัดกำแพงโรงจอดรถเป็นชั่วโมง ซึ่งเมื่อ

โรเบิร์ต พ่อของเธอเห็นเข้าก็รีบต่อสายหา จิม จอยซ์ โค้ชของศูนย์ฝึกเทนนิส เวสต์ บริสเบน ทันที

 

“ตอนแรกผมโดนปฏิเสธ เพราะเขาบอกว่าไม่รับฝึกเด็กที่อายุไม่ถึง 8 ขวบ แต่เราไปหาเขาถึงที่ก่อนโยนลูกให้แอชลีห์ตี

เธอตีข้ามหัวเขา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาพูดขึ้นมา ว่า ให้กลับมาใหม่อาทิตย์หน้า” โรเบิร์ต เล่าความหลัง

 

แม้จะมีปัญหาเรื่องรูปร่าง ที่เล็กกว่าคนอื่น ๆ แต่ จอยซ์ ก็ทดแทนด้วยการเ คี่ยวเข็ญด้านเทคนิค เพื่อชดเชย

ซึ่งด้วยพรสวรรค์บวกพรแสวง ทำให้ บาร์ตี้ พัฒนาฝีมืออย่างก้าวกระโดด พออายุ 9 ขวบ เธอก็สามารถดวล กับ

เด็กผู้ชายอายุ 15 ปีได้แล้ว และสามารถแข่งกับนักหวดรุ่นใหญ่ได้ในวัย 15 ปีเท่านั้น

 

แอชลีห์ บาร์ตี้ หมดไฟ

ความสำเร็จที่มาเร็วเกินไป

เหมือนกับนักกีฬาชั้นนำคนอื่น ๆ สาเหตุที่บาร์ตี้ หมดไฟ ต้องสละชีวิตวัยเด็กและช่วงวัยรุ่นเพื่อทุ่มเทให้กับเทนนิส

เธอต้องฝึกตีลูก อย่างไม่วันจบสิ้น และใช้เวลาซ้อม นับพันชั่วโมง เพื่อให้ เล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในวัยแค่ 14 ปี เธอก็ได้ไปลงแข่งในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ ทำให้ในปีหนึ่ง ๆ บาร์ตี้ได้อยู่บ้านเพียง 27

วันเท่านั้น ซึ่ง การอยู่ห่างจากครอบครัวของเด็กในวัยนี้ ย่อมก่อให้เกิดความโดดเดี่ยว และอาการคิดถึงบ้าน หมดไฟ

อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่ออายุ 15 ปี บาร์ตี้คว้าแชมป์วิมเบิลดันรุ่นจูเนียร์ได้สำเร็จ ทำให้ได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อกลับสู่บ้านเกิด

ผู้คนรอต้อนรับเธอที่สนามบินอย่างล้นหลาม อย่างไรก็ตาม การกลายเป็นคนดังในช่วงข้ามคืน ก่อให้เกิดคลื่นระลอกใหม่

ถาโถมเข้าใส่บาร์ตี้ ทั้งความกดดัน และความคาดหวังจากรอบข้าง

 

ภาวะบีบคั้นทางจิตใจนี้ ส่งผลกระทบต่อบาร์ตี้ในช่วง 2-3 ปีต่อมา แม้จะได้เล่นรอบเมนดรอว์รายการแกรนด์สแลม

แต่ก็ไม่ได้ไปไกลเกินกว่ารอบสอง ขณะที่ประเภทคู่แม้จะทำผลงานดี เข้ารอบชิงแกรนด์สแลม 3 รายการ แต่ก็ได้รองแชมป์ทั้งหมด

 

ความกดดันและความเหนื่อยล้าทางจิตใจกัดกินบาร์ตี้ไม่มีหยุด เธอเริ่มเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า จนมาถึงวันหนึ่งที่รู้สึกว่า

ไม่อยากลงแข่งเทนนิสอีกต่อไป

แอชลีห์ บาร์ตี้ หมดไฟ

หยุดเพื่อคิด

ปลายปี 2014 บาร์ตี้ในวัย 18 ปี ประกาศหยุดพัก จากการแข่งขัน ทำเอาแฟน เทนนิสออสเตรเลียช็อกไปตาม ๆ กัน

เพราะ เธอกำลังมีอนาคตที่สดใส และ กลายเป็นความหวังใหม่ ของประเทศ

จะมีก็แต่ คนรอบตัวเท่านั้น ที่สนับสนุน ความคิดของ เธอ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง โดยเฉพาะ พ่อของเธอที่เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด

 

“เมื่อเธอตัดสินใจหยุดพัก เรารู้อยู่แล้วว่าเธอกำลังมีปัญหา แต่ไม่ทันคิดว่าเธอไม่ชอบการเป็นจุดสนใจมากแค่ไหน

เราบอกกับเธอว่า ‘โอเค ความสุขของลูกต้องมาก่อน เราจะอยู่ตรงนี้เพื่อคอยสนับสนุนให้ลูกผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้'”

บาร์ตี้ ตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่ ควีนส์แลนด์ พร้อมอธิบายสาเหตุว่าเธอต้องการฟื้นฟูสภาพจิตใจ และค้นหาตัวเอง

ซึ่งกลายเป็นว่าเธอได้สัมผัสกับโลกใบใหม่ที่ทำให้เธอสดใสอีกครั้ง

 

แอชลีห์ บาร์ตี้ หมดไฟ

คิดจะพัก คิดถึงคริกเก็ต

บาร์ตี้ต้องใช้ยารักษาอาการซึมเศร้าถึง 2 ปี รวมทั้งต้องรับคำปรึกษาจากนักบำบัด ทำให้เธอเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ

ซึ่งในช่วงเวลานั้นเอง เธอก็ได้รับการติดต่อจาก แอนดี้ ริชาร์ดส์ โค้ชของทีมคริกเก็ตหญิง บริสเบน ฮีต หลังจาก

เขาได้ยินมาว่าบาร์ตี้อยากลองเล่นกีฬาชนิดนี้อย่างจริงจัง ตอนที่ทำกิจกรรมกับทีมชาติออสเตรเลีย

 

ด้วยชุดทักษะจากกีฬาเทนนิสที่ต้องใช้การประสานงานกันระหว่างมือกับสายตา บาร์ตี้ผ่านการทดสอบแบบสบาย ๆ

รวมทั้งเข้ากับทีมได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

ระยะเวลา 18 เดือนในทีม บริสเบน ฮีต คือเวลาแห่งการเยียวยาจิตใจของบาร์ตี้ เธอได้ใช้ชีวิตแบบปกติ

ได้เรียกช่วงเวลาวัยรุ่นที่ขาดหายไป และที่สำคัญกว่านั้นคือ ได้มีเพื่อน

 

“ฉันได้เจอเพื่อนใหม่ที่ยอดเยี่ยมจากการเล่นคริกเก็ต ซึ่งมันช่วยคลายความกดดันจากเทนนิสได้บ้าง”

บาร์ตี้ลงเล่นคริกเก็ตไป 11 เกมให้กับ บริสเบน ฮีต ใน WBBL และ ควีนส์แลนด์ ไฟร์ ใน WNCL โดยทำสกอร์ได้ 68 รัน

และ 11 รัน ตามลำดับ

 

การได้ใช้เวลากับครอบครัว รวมทั้งเพื่อนฝูง และ ได้ผ่อนคลายกับการเล่นกีฬา ที่ไม่ต้องแบกรับความกดดัน อย่างคริกเก็ต

เติมเต็มหัวใจของบาร์ตี้ ทำให้เธอคิดถึงการกลับไปเล่นเทนนิสอีกครั้ง

 

“การได้เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ นอกเหนือจากเทนนิสที่เราต้องใช้เวลาถึง 30 สัปดาห์ต่อปี ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย และได้แรงจูงใจรวมทั้งความกระหายในการเล่นเทนนิสกลับมา”

 

แอชลีห์ บาร์ตี้ หมดไฟ

 

กลับมาทั้งที ขอดีที่สุด

หมดไฟ –บาร์ตี้ กลับมาลงแข่งเทนนิสในปี 2016 โดยต้องเริ่มจากจุดล่างสุดเพราะเป็นมือไร้อันดับ ทำให้ต้องตระเวนแข่งทัวร์นาเมนต์เล็ก ๆ

ทั่วโลกเพื่อสะสมแต้ม ภายใน 6 เดือน เธอก็กระโดดขึ้นเป็นมือวางอันดับ 325  ของโลก

ในปี 2017 บาร์ตี้คว้าแชมป์หญิงเดี่ยวใน ดับเบิ้ลยูทีเอ ทัวร์ รายการแรกได้สำเร็จคือ มาเลเซียน โอเพ่น

ซึ่งทำให้เธอกระโดดขึ้นมาเป็นมือ 17 ของโลกตอนจบฤดูกาล ตามด้วยแชมป์ น็อตติ้งแฮม โอเพ่น และ ดับเบิ้ลยูทีเอ อีลีท โทรฟี่ ในปีต่อมา

 

2019 คือปีแห่งความทรงจำของ บาร์ตี้ เริ่มตั้งแต่คว้าแชมป์ ระดับพรีเมียร์ รายการ ไมอามี โอเพ่น ได้ตั้งแต่ต้นปี

ทำให้ขยับขึ้นไปติดมือวาง 1 ใน 10 ของโลก

ก่อนที่การคว้าแชมป์เฟรนช์ โอเพ่น จะทำให้เธอกลายเป็น นักเทนนิสออสเตรเลีย คนแรกที่คว้าแชมป์ แกรนด์สแลม นับตั้งแต่

ซาแมนธ่า สโตเชอร์ คว้าแชมป์ยูเอส โอเพ่น ปี 2011 ซึ่งชัยชนะที่ โรล็องด์ การ์รอส ยังทำให้บาร์ตี้ขึ้นเป็นมือ 2 ของโลก อีกด้วย

 

ฟอร์มร้อนแรงของ บาร์ตี้ ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เธอคว้าแชมป์ เบอร์มิงแฮม คลาสสิค ใน 2 สัปดาห์ต่อมา ทำให้ก้าวขึ้นไป

เป็นมือ 1 ของโลกได้สำเร็จ พร้อมกับปิดฤดูกาลนั้นด้วยแชมป์รายการ ดับเบิ้ลยูทีเอ ไฟนัลส์

 

ขณะเดียวกัน เธอยังเลือก รักษาสมดุลระหว่าง การ เป็นนักกีฬาอาชีพ กับการได้ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาทั่วไป

เมื่อลงแข่งไปเพียง 15 รายการและกลับออสเตรเลียทุกครั้งเท่าที่ทำได้

และท่านสามารถ ติดตามข้อมูล ข่าวสาร ต่าง ๆ  ทั่วมุมโลก ข่าวสด รวดเร็วกว่า อีกทั้ง ข่าวฟุตบอล ตารางการแข่งขัน

ผลบอล และการ วิเคราะห์บอล // ทีเด็ดบอล ไฮไลบอล แทงบอล แทงบอลออนไลน์ และยังมี บาคาร่า รูเล็ต

และเกมอีกมากมาย เว็บนี้การันตีน้ำดี และง่ายต่อสมัคร คลิกเลย ได้ที่ ufabet

ufabet
ufabet